รัสปูติน ผู้มีอิทธิพลต่อราชวงศ์รัสเซียที่เกือบได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 1

ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา

เพจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์น่ารู้ต่างๆ ทั่วโลก เพราะประวัติศาสตร์จะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

          “รัสปูติน (Rasputin)” กับ “สงครามโลกครั้งที่ 1 (WWI)”
รัสปูติน

ภาพจาก : Iuliia Stepashova / Shutterstock.com

          ดวงตาสีดำสนิทของนักบวชผู้หนึ่งจับจ้องอยู่ที่เด็กชายคนหนึ่ง
          เด็กชายผู้นั้นนอนป่วยอยู่บนเตียงด้วยโรคฮีโมฟีเลีย หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด
          นักบวชได้ทำการสวดมนต์ข้างๆ เด็กชาย ก่อนจะให้พรและเดินออกไปจากห้อง
          วันต่อมา เด็กชายผู้นั้นก็หายจากอาการป่วย ร่างกายกลับมาแข็งแรง
          เด็กชายผู้นั้นคือ “อเล็กเซย์ นีโคลาเยวิช ซาเรวิชแห่งรัสเซีย (Alexei Nikolaevich, Tsarevich of Russia)” องค์รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์รัสเซีย
          จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ครอบครัวของ “จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย (Nicholas II of Russia)” พระราชบิดาขององค์รัชทายาท ทรงเลื่อมใสศรัทธาในนักบวชผู้วิเศษนี้เป็นอย่างมาก
          นักบวชผู้นี้คือ “กริกอรี รัสปูติน (Grigori Rasputin)” และนักประวัติศาสตร์บางคนก็คิดว่าอิทธิพลของรัสปูตินอาจจะสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เลยทีเดียว
          ลองมาดูเรื่องราวนี้กันครับ
          แต่ก่อนอื่น เรามารู้จักรัสปูตินกันอย่างคร่าวๆ ก่อนดีกว่า
          รัสปูตินเกิดในปีค.ศ.1869 (พ.ศ.2412) ที่ไซบีเรีย และมีชีวิตที่ยากลำบากตั้งแต่ยังเด็ก
          ในช่วงวัยเด็ก ด้วยความอดอยากทำให้รัสปูตินต้องขโมยวัวของผู้อื่น ก่อนจะหนีไปหลบและพักอาศัยในอารามแห่งหนึ่งเป็นเวลาหลายปี และเมื่อเติบใหญ่ รัสปูตินก็ได้เดินเท้าไปยังดินแดนที่ห่างไกลของรัสเซีย ก่อนจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดขณะมีอายุได้ 31 ปี
          ในช่วงที่ออกเดินทาง รัสปูตินได้พบกับชาวคริสต์กลุ่มหนึ่ง ชาวคริสต์กลุ่มนี้เชื่อว่าบาปจะทำให้บุคคลเข้าใกล้พระเจ้าได้มากขึ้น และก็เกิดข่าวลือว่ารัสปูตินได้เข้าร่วมกับลัทธิลึกลับนี้และได้ขายวิญญาณของตนแก่ปีศาจ
          รัสปูตินได้แสดงปาฏิหาริย์ด้วยการรักษาทั้งสัตว์และคนให้หายจากอาการป่วยได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้มีผู้ศรัทธาเป็นจำนวนพอสมควร รัสปูตินจึงก่อตั้งลัทธิของตนขึ้น ซึ่งมีสตรีจำนวนมากได้เข้าร่วม
          ถึงแม้จะเริ่มมีอิทธิพลในระดับหนึ่ง แต่รัสปูตินก็ยังไม่พอใจ และก็ตระหนักดีว่าหากอยากจะมีอิทธิพลมากกว่านี้ ก็ต้องเข้าหาพระราชวงศ์แห่งรัสเซีย ผู้ที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินรัสเซีย
          ดังนั้น รัสปูตินจึงวางแผนจะเข้าเฝ้าองค์พระประมุขแห่งรัสเซียและพระมเหสี
          นักบวชระดับสูงในคริสตจักรรัสเซียได้เขียนจดหมายแนะนำรัสปูติน ให้รัสปูตินนำไปถวายจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และด้วยจดหมายนี้เองทำให้ทางเดินของรัสปูตินนั้นสะดวกสบาย เมื่อมาถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ปรากฏว่าผู้คนต่างก็รู้จักรัสปูตินเป็นอย่างดีแล้ว
          ผู้คนในเมืองต่างร่ำลือถึงผู้วิเศษผู้หนึ่ง ผู้ที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้เพียงแค่ชั่วพริบตา หากแต่รูปลักษณ์นั้นไม่น่ามองนัก แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าโทรมๆ ไม่อาบน้ำ มีกลิ่นกายเหม็นสาบ
          แต่ถึงอย่างนั้น จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และครอบครัวก็ทรงสนพระทัยในตัวของรัสปูติน และพระราชทานการต้อนรับรัสปูตินเป็นอย่างดี
          รัสปูตินได้ทูลขอเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ซึ่งกำลังประชวรด้วยโรคฮีโมฟีเลีย สร้างความกังวลพระทัยแก่เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์
          อาการประชวรของเจ้าชายอเล็กเซย์นั้นเป็นความลับที่ไม่มีการแพร่งพรายออกไป หากแต่รัสปูตินก็ยืนยันว่าตนนั้นสามารถรักษาเจ้าชายอเล็กเซย์ได้ จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รัสปูตินถวายการรักษาเจ้าชายอเล็กเซย์
          รัสปูตินได้ทำการสวดมนต์อยู่ข้างๆ เตียงที่เจ้าชายอเล็กเซย์บรรทม และวันต่อมา เจ้าชายอเล็กเซย์ก็ทรงหายเป็นปกติ
          ด้วยความสามามารถอันน่าทึ่งของรัสปูติน ทำให้เหล่าพระราชวงศ์ต่างศรัทธาและทึ่งในรัสปูตินเป็นอย่างมาก และทำให้รัสปูตินสามารถเข้าเฝ้าพระราชวงศ์เมื่อไรก็ได้ตามต้องการ ท่ามกลางข่าวลือว่ารัสปูตินนั้นใช้มนต์ดำต่อพระราชวงศ์ และมีจุดประสงค์ร้าย
          ที่พักของรัสปูตินในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่อยากเข้าพบรัสปูติน มีสาวกมากมายฝากตัวเป็นลูกศิษย์รัสปูติน ทำให้อิทธิพลของรัสปูตินเริ่มแผ่ขยาย
          ทางด้านคริสตจักร ก็ได้พยายามที่จะตีตัวออกห่าง ไม่ข้องเกี่ยวกับรัสปูติน แต่อิทธิพลของรัสปูตินก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหล่าพระราชวงศ์ต่างก็ทรงเกรงใจรัสปูติน
          ต่อมา รัสปูตินได้เดินทางกลับบ้านเกิด และถูกหญิงผู้หนึ่งแทงจนได้รับบาดเจ็บ ต้องพักรักษาตัว ทำให้รัสปูตินพลาดเหตุการณ์สำคัญที่อาจจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้
          ในเวลานั้น สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เริ่มขึ้นในยุโรป และรัสเซียก็ตัดสินใจจะเข้าร่วมสงคราม ถึงแม้ว่ากองทัพของรัสเซียจะยังไม่พร้อมนักก็ตาม
          รัสปูตินได้เขียนจดหมายถวายจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ทูลให้พระองค์ทรงถอนตัวออกจากสงคราม เนื่องจากรัสปูตินได้ใช้พลังพิเศษมองเห็นว่ารัสเซียจะต้องพ่ายแพ้
          เมื่อรัสปูตินหายจากการบาดเจ็บ ก็ได้เดินทางกลับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หากแต่จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ก็ไม่ได้ประทับอยู่ในเมืองเนื่องจากเสด็จไปควบคุมกองทัพในสงครามด้วยพระองค์เอง
          เมื่อเป็นเช่นนี้ รัสปูตินจึงเข้าควบคุม “จักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา แห่งรัสเซีย (Alexandra Feodorovna (Alix of Hesse)” พระมเหสีในจักรพรรดินิโคลัสที่ 2
          ด้วยอิทธิพลของรัสปูตินที่มีต่อราชสำนัก ทำให้รัสปูตินทำอะไรหลายๆ อย่างได้ตามใจชอบ ทั้งไล่นายกรัฐมนตรีออกถึงสามคน และรัฐมนตรีอีกหลายคน ในขณะที่ทางด้านสงครามนั้น รัสเซียก็พ่ายแพ้มากขึ้นเรื่อยๆ
          รัสเซียได้พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และทำให้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะย่ำแย่ นำไปสู่การปฏิวัติในเวลาต่อมา
          รัสปูตินได้ทำนายว่าตนนั้นต้องตายจากเงื้อมมือของเหล่าผู้ใกล้ชิดพระราชวงศ์ และหลังจากที่ตนตายไปแล้ว จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และครอบครัวก็จะสวรรคตและสิ้นพระชนม์ตามมา
          ในค่ำคืนหนึ่ง ขุนนางกลุ่มหนึ่งได้เชิญรัสปูตินมาร่วมงานเลี้ยง โดยอันที่จริง ขุนนางกลุ่มนี้ต้องการจะสังหารรัสปูติน เนื่องจากเชื่อว่ารัสปูตินนั้นเป็นผู้ชักใยพระราชวงศ์อยู่เบื้องหลัง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย
          ในงานเลี้ยง รัสปูตินได้ดื่มไวน์ที่ผสมไซยาไนต์ หากแต่รัสปูตินกลับไม่เป็นอะไรเลย กลุ่มผู้ก่อการจึงใช้ปืนยิงรัสปูติน และทิ้งร่างของรัสปูตินไว้ในห้อง
          เมื่อเหล่าผู้ก่อการกลับมา ก็พบว่ารัสปูตินได้พยายามจะหนีผ่านทางหน้าต่าง จึงได้ทำการยิงซ้ำอีกสามนัดขณะรัสปูตินหนีออกมาถึงในสวน
          จากนั้น ร่างของรัสปูตินก็ถูกมัดด้วยเชือกและนำโยนลงแม่น้ำที่เย็นยะเยือก และหลังจากผ่านไปได้สามวัน ร่างของรัสปูตินก็ลอยขึ้นมาโดยมีน้ำอยู่เต็มปอด ซึ่งก็หมายความว่าขณะถูกโยนลงน้ำนั้น รัสปูตินยังไม่ตาย
          และก็เป็นไปตามที่รัสปูตินทำนาย หลังการตายของรัสปูตินเพียง 10 เดือน จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และครอบครัวก็ถูกปลงพระชนม์ทั้งหมด ซึ่งนักประวัติศาสตร์ก็ให้ความเห็นว่า หากในทีแรกรัสปูตินยังอยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก็อาจจะถวายคำแนะนำแก่องค์จักรพรรดิไม่ให้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ทันเวลา และรัสเซียก็อาจจะไม่ต้องเข้าร่วมในสงคราม
          หากรัสเซียไม่เข้าร่วมสงครามก็อาจจะทำให้การเมืองโลกนั้นเปลี่ยนแปลงไป รัสเซียก็คงจะไม่ต้องพบกับความพ่ายแพ้
          และจุดจบของทั้งรัสปูตินและพระราชวงศ์ก็อาจจะไม่เป็นเช่นนี้

References :

Kapook Creator เป็นเนื้อหาที่นำเสนอโดยผู้สร้างสรรค์ที่เข้าร่วมโครงการ หากพบเนื้อหาที่ท่านเห็นว่าไม่ถูกต้องตามกติกา สามารถคลิกแจ้งปัญหาได้ที่นี่
เรื่องอื่นๆของ ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา
Advertisements
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
รัสปูติน ผู้มีอิทธิพลต่อราชวงศ์รัสเซียที่เกือบได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 1 อัปเดตล่าสุด 28 พฤศจิกายน 2566 เวลา 15:27:13 8,629 อ่าน
TOP