ชวนคุยถึงนวนิยาย จินตปาตี เรื่องราวของนักข่าวสาวเก่ง และนักการทูตไฟแรง

Books and My Quotes

เพจคุยเรื่องหนังสือ รวมเรื่องราวประทับใจจากหนังสือที่รัก จากแอดมินคนเดียวคนเดิมจากเพจซีรีส์ที่รักค่ะ

          #คุยถึงหนังสือในตู้ #หนังสือที่รัก #บันทึกการอ่านนวนิยายของฉัน #จินตปาตี #โสภาคสุวรรณ #ความทรงจำระหว่างบรรทัดจากหนังสือที่รัก
จินตปาตี

          ถ้าพูดถึงนวนิยายของโสภาค สุวรรณ ที่ไม่ใช่แนวไพรัชนิยายที่มีฉากทะเลทรายหรือเรื่องราวต่างประเทศ ส่วนตัวจะชอบเรื่อง ปุลากง
          และอีกเรื่องที่ฉันประทับใจมากๆ คือเรื่อง “จินตปาตี” ผลงานของโสภาค สุวรรณเรื่องนี้ค่ะ นวนิยายที่มีตัวละครหลักเป็นนักการเมือง นักการทูต หรือนักข่าว จำได้ว่าพระเอกเป็นนักการทูตที่ได้รับตำแหน่งทางการเมืองคือเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางเอกเป็นผู้หญิงเก่ง เป็นนักข่าวในสำนักข่าวระหว่างประเทศ
          จินตปาตี หรือ เม้า แต่มีชื่อเล่นที่เพื่อนนักข่าวชาวต่างประเทศเรียกเธอสั้นๆว่า "คุณจิล" เธอเป็นหญิงสาวที่เกิดจากมารดาที่เป็นกุลสตรี เรียบร้อย เพียบพร้อม ผู้เกิดในสกุลเก่าแก่มีชื่อของพัทลุง แต่มารดาอายุสั้นทำให้เธอถูกเลี้ยงดูเติบโตมาท่ามกลางคุณป้าสามคน หลังมารดาเสียชีวิต พ่อของเธอซึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แต่งงานใหม่ และมีลูกกับภรรยาใหม่อีกสองคน ซึ่งครอบครัวภรรยาใหม่ของพ่อก็ล้วนแต่แก่งแย่งตัวพ่อและทรัพย์สมบัติของพ่อ แล้วทอดทิ้งเธอ
          พ่อพาเธอลงมาที่บ้านเก่าของแม่ที่จังหวัดพัทลุง มาอยู่กับคุณป้า คุณป้าเลี้ยงดูส่งเสียจินตปาตีด้วยการขายของเก่าในบ้านที่สะสมมา และส่งเธอไปเรียนต่อที่ปีนัง อยู่ภายใต้การดูแลของมาดามหลิว เพื่อนคุณป้าที่เป็นคหบดีที่โน่น
          จินตปาตีเติบโตมาและสนิทสนมกับซุยจุ้ย ลูกชายมาดามหลิว และได้เรียนต่อด้านสื่อสารมวลชน เมื่อจบมาก็ทำงานเป็นนักข่าวในสำนักข่าวต่างประเทศ ธุรกิจในครอบครัวของมาดามหลิว และได้พบกับภูมัย นักการทูตหนุ่มอนาคตไกลที่ได้รับมอบหมายตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
          ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากผู้สื่อข่าวและแหล่งข่าว เติบโตและค่อยเป็นค่อยไปจนกลายเป็นความรัก และผ่านความเป็นความตายช่วยเหลือกันในการสืบคดีทุจริตของนักการเมืองใหญ่ที่เกี่ยวพันมาถึงครอบครัวพระเอก
          เรื่องนี้ชอบตัวละครทุกตัว คือบทจินตปาตี เป็นนางเอกที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงมาก และเพราะเติบโตมาในครอบครัวที่บิดาอ่อนแอ ต้องผจญกับแม่เลี้ยงใจร้าย แต่ยังโชคดีที่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากคุณป้าทั้งสามอย่างดี เธอจึงโชคดีที่ได้รับโอกาสดีๆในชีวิตทั้งการไปเรียนต่างประเทศ ได้รู้จักกับมาดามหลิวและซุยจุ้ยในบทชายหนุ่มที่รักเธอตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต
          เมื่อมาพบกับภูมัย เธอกังขาในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวเขา จึงไม่เชื่อใจในความบริสุทธิ์ยุติธรรมและซื่อสัตย์ของเขา ช่วงต้นของเรื่องบทพระเอกนางเอกจึงขับเคี่ยวกันทั้งคารม ความคิดและอุดมการณ์ ต่อมาเมื่อเธอรู้ความจริงแล้วพบว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่เป็นคนดีน่านับถือคนหนึ่ง ทัศนคติที่มีต่อเขาก็เปลี่ยนไป สุดท้ายก็พัฒนากลายเป็นความรัก
          เรื่องนี้ตอนอ่านนิยายก็สนุกมาก เมื่อสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปี 2540 มีดารานำอย่าง พล ตัณฑเสถียร รับบท ภูมัย และ อุ้ม สิริยากร รับบท จินตปาตี ผู้สร้างก็สร้างได้ดี ดูสนุกเช่นกัน

ตอนที่ประทับใจจากนวนิยาย

จินตปาตี

จินตปาตี

          เป็นฉากที่อ่านแล้วชอบมาก เมื่อคนเก่งสองคนมารักกัน และบุคลิกนางเอกคือเป็นคนเข้มแข็ง เก็บความรู้สีก บทสนทนาที่คุยกับพระเอกล้วนเป็นทางการตามสถานะอาชีพของพระเอก ตอนท้ายที่พระเอกรักนางเอกแล้ว แต่นางเอกก็นิ่งมาก ไม่แสดงออกอะไรเลย จนสุดท้ายเมื่อพระเอกต้องไปรับงานที่ต่างประเทศ ก็ตัดสินใจว่าจะต้องคุยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ชัดเจน ซึ่งก็คือขอแต่งงาน พระเอกก็แสดงออกแบบค่อยเป็นค่อยไป สุภาพมาก แต่คนอ่านอย่างเราลุ้นความรักของทั้งสองคนจนถึงตอนจบ
          ลองอ่านตอนที่พระเอกขอแต่งงานที่เป็นทางการมีระเบียบแบบแผนอย่างนักบริหารระดับสูงดูนะคะ ต่างจากนิยายเรื่องอื่น แต่ก็มีเสน่ห์น่ารัก น่าประทับใจไปอีกแบบค่ะ
          ภูมัยชำเลืองดูคนที่นั่งทางขวามือ เห็นหน้าเก๋ของหล่อนมีรอยยิ้ม ขนตาหนาเป็นแพกับตาคมๆ คู่นั้นเป็นประกายสุกใส เขาบอกไม่ถูกว่ามีความสุขเพียงไรในวันนี้ นึกอยากบอกหล่อนว่า เขาปรารถนาให้ภาพเหล่านี้คงอยู่ และดำเนินไปตลอดทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ใช่เรื่องเกินความจริง เพียงแต่มีเขาและหล่อนนั่งด้วยกันเช่นนี้แม้จะเป็นวันละมื้อก็ยังดี ที่ชื่นใจก็คือท่าแกร่งๆ แข็งๆของหล่อนถูกเก็บซ่อนไว้มิดชิด ที่ปรากฏแก่สายตาบัดนี้ก็คือ ท่าทางแสนที่จะเป็นกันเอง และ หล่อนดูงามน่ารักในความรู้สึกอันละเมียดละไมของเขา อยากรู้ว่าหล่อนจะอ่อนโยนสักเพียงใดถ้ามีคนรัก คนที่หล่อนรัก… ให้หล่อนเก่งกล้าสักปานใด หรือออกไปตะโกนเรียกร้องสิทธิแทนสตรีที่ไม่อาจโวยวายได้ด้วยยังขาดคุณสมบัติและปัญญา เขาก็ยังปรารถนาจะเห็นความน่ารักของสตรีจากหล่อนสักครั้ง ไม่แน่ใจว่าความหวังนั้นจะสำเร็จเพียงใด เพราะหล่อนดูแกร่งเสียเหลือเกิน

          “ดิฉันกำลังจะหัดขับเครื่องบิน” “ผมรู้” “ใครบอกคะ” หล่อนถามทันที

          “คุณวิฑูรย์นั่นแหละ” เขายิ้มเยื้อน “เป็นคนบอกให้รู้ว่าคุณโลดโผนแค่ไหน คุณป้าของคุณเองก็แทบช็อค ไม่เพียงแต่คนแก่หรอก ผมเองก็อดเป็นห่วง เกรงอันตราย แต่ตอนนั้นคุณคงนึกสนุกมากกว่า เพราะไม่เคยมีห่วงหรือเคยห่วงใคร”

          “สนุกเท่านั้นหรอกค่ะ แต่คุณป้าขอร้องเรื่องเรียนขับเครื่องบิน” หล่อนพูดเหมือนจะเปรยให้ฟัง

          “ตอนนี้ขอเพิ่มผมเข้าไปอีกคนเถอะ ได้ไหม”

          เขาถามตรงไปตรงมา หากความหมายแห่งคำพูดนั้นมีมากกว่าที่กล่าวออกไป
          จินตปาตีดึงมือกลับ หล่อนไม่นึกเลยว่าจะเขิน หรือกระดากอายกับผู้ชายคนไหน ก็หล่อนมีเพื่อนต่างเพศมากกว่าเพศเดียวกันจนเคยมีคนค่อนว่า และที่สำคัญ ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนทำให้หล่อนเขินสักคน หากบัดนี้ความรู้สึกครั้งแรกนับตั้งแต่เป็นสาวเต็มตัว ทำให้หล่อนแสดงออกไปโดยไม่รู้ตัว แล้วความแกร่งกระด้างที่หล่อหลอมหล่อนมานับแต่เล็กจนโตก็คลายลง
          ภูมัยบอกได้ไม่ยากนัก เมื่อถามต่อไปว่า
          “คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยว่าจะไปนิวยอร์คไหม ถ้าครบกำหนดหกเดือน หลังจากรับทุนเจฟเฟอร์สันแล้ว ที่ถามเพราะคิดว่าคุณจะตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เท่าที่เห็นคุณมาตั้งแต่ต้นทำให้แน่ใจอย่างนั้น ผมเองก็ไม่ต่างจากคุณเท่าไหร่นัก อายุป่านนี้แล้ว ที่จะทำเพื่อความเหมาะสมและหน้าที่คือเรียนให้ผู้ใหญ่ทราบเท่านั้นเองว่าตัดสินใจอย่างไร เพราะไม่ได้นอกรีตนอกรอยอะไรจริงไหม”
          จินตปาตีประสานมือตัวเองไว้บนตัก ดูเหมือนว่าหล่อนจะพูดน้อยที่สุด เป็นฝ่ายรับฟังมากกว่า เขาคงอดใจไม่ได้ที่จะรอให้หล่อนพูดออกมาเสียที
          “คุณคงไม่คิดจะอยู่ตัวคนเดียว ผจญภัยไปเรื่อยๆ ใช่ไหม ถ้าผมเดาไม่ผิด”
          หล่อนปฏิเสธด้วยการส่ายหน้าเบาๆ ภูมัยถามซ้ำอีกว่า “เร็วไปหรือเปล่า แต่ใจผมว่าไม่นะ เพราะคิดเข้าข้างตัวเองว่าได้รู้จักคุ้นเคยกับคุณมานาน”
          “นั่นหน้าที่การงานต่างหากล่ะคะ” หล่อนอดค้านไม่ได้
          “นั่นแหละ ผมถือว่าได้รู้จักคุณมากพอแล้ว เราจะอยู่ที่นิวยอร์คเพียงห้าปี ระหว่างนั้นถ้าคุณอยากทำงานก็จะเป็นไรไป ความรู้อยู่กับตัวแท้ๆ ผมเคยคิดอยากให้มีคนอยู่กับบ้าน หากว่าอยากโทรศัพท์กลับมา จะได้มีคนรับสาย แต่ก็ช่างเถอะ คุณทำอะไรก็ได้อย่างที่ต้องการ ผมขอร้องให้คุณไปอยู่ด้วยที่นิวยอร์คก็มากพอแล้ว อย่างน้อยๆ คุณจะได้ไม่เหงา”
          “คุณภูมัยแน่ใจหรือคะที่พูดมาทั้งหมด”
          “ทำไมถามอย่างนั้น” เขามองหล่อนอย่างประหลาดใจ จินตปาตีเห็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในมือของเขา ดูเก่าคร่ำคร่า หากอยู่ในสภาพดีคือไม่บุบหรือมีรอยฉีกขาดของกำมะหยี่ที่หุ้มภายนอก

          “ผมไม่ใช่คนพูดอะไรด้วยอารมณ์อ่อนไหว คุณเข้าใจหรือเปล่า” เขาเอนตัวมาใกล้หล่อน เปิดกล่องเล็กๆนั้นให้ดู อธิบายว่า

          “ของเก่าของคุณย่า แล้วก็มาถึงคุณแม่ ของมีราคาที่ถึงจะจำเป็นเพียงไรก็ไม่มีวันตกเป็นของคนอื่นในสภาพอื่นนอกจากคนที่จะมาร่วมสกุลเดียวกับผม เพชรเก่าสีไม่ขาวจัดน้ำมันก๊าซอะไรอย่างที่เขาว่าๆกันหรอก นี่เป็นรูปเม็ดแตง คุณแม่ท่านให้คงเรือนเก่าไว้ เพราะฝีมือละเอียดแข็งแรง ผมเองก็ชอบ ดูเป็นของเก่ามีค่า ผมบอกท่านไปแล้วว่าคุณก็คงชอบเพราะมีความรู้เรื่องสมบัติโบราณไม่น้อย”
          จินตปาตีนิ่งอึ้ง อยากจะพูดตรงๆว่า รุกเร็วนัก และนี่คือวิธีละมุนละไมของคนในอาชีพใช้ปากเจรจาว่าความระหว่างประเทศอย่างนั้นหรือ อาชีพที่ใช้ปากกับสมอง
          “ความจริงยังมีของเก่าอีกหลายชิ้น แต่เรามีเวลาจะนั่งดู พิจารณาอีกแยะ คุณคิดว่าจะรังเกียจไหมถ้าผมอยากได้คำตอบจากคุณ”
          “จะตอบยังไงคะ” หล่อนถามออกไปเหมือนไม่ใช่ตัวเอง
          “ผมอยากจะพาคุณไปรายงานตัวกับเจ้าของทุนที่ฮาวาย แล้วบินไปวอชิงตัน ดี.ซี ทำทุกอย่างให้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องจำเป็น... จดทะเบียนสมรส ท่านทูตกับผมสนิทกันดี คงไม่ยุ่งนัก อาจจะต้องรับเลี้ยงข้าวจากท่านก็ได้ เพราะใครๆก็คงดีใจกับข่าวมงคลอย่างนี้ ผมเบื่องานพิธีเอิกเกริกไม่จำเป็น หรือคุณอยากให้จัดอย่างนั้น ผมก็ไม่ขัดใจหรอก”
          “อีกหกเดือน ดิฉันก็จะหมดหน้าที่ทางนี้” หล่อนเปรยเบาๆ
          เขายิ้มในหน้า ตอบว่า “ไม่ได้หรอก ผมไม่ต้องการรอนานอย่างนั้น จดทะเบียนสมรสกันแล้วเรากลับมาฮาวาย ผมจะอยู่ดูแลคุณให้คุณเข้าที่พักเรียบร้อยเสียก่อนจึงจะไปรับหน้าที่ทางนิวยอร์ค ข้อสำคัญให้ได้อุ่นใจว่าคุณจะไม่เปลี่ยนใจ หรือมีคนเก่งมาตอแยให้ผมใจเสีย”

          “ดิฉันต้องบอกคุณป้า”

          “ตามสบายเถอะ” ใบหน้าขาวสะอาดนั้นมีร่องรอยแห่งความปีติแผ่ซ่าน

          “คุณจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น อย่าลืมนายแม็คเสียล่ะ”

          “คงบ่นโขมงละมังคะ” หล่อนพึมพำ “ดิฉันคงทิ้งงานไม่ได้หรอก อย่างน้อยก็ทำควบคู่กันไป”

          “ควบกับอะไร” เขาถาม

          หล่อนอึ้งแล้วรู้สึกถึงอุ้งมืออุ่นๆ นั้นอีก เสียงพูดว่า

          “ไม่ต้องเสียสละอะไรมากหรอกจินตปาตี ผมรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงรุ่นใหม่ที่กำลังตื่นตัวและเรียกร้องสิทธิสตรี ถึงแม้ว่าผู้ชายทุกคนอยากจะให้ผู้หญิงอยู่กับบ้านเพื่อดูแลปรนนิบัติก็ตาม แต่ชีวิตปัจจุบันมีความจำเป็นที่จะต้องหาคนใกล้ชิดที่มีสมองและปัญญาพอจะช่วยกันได้ทั้งการบ้านและการงาน ผมเคยภูมิใจในความสำเร็จของตัวเองอย่างไร ก็คงภูมิใจที่จะได้คุณมาเป็นของผมเพียงนั้น สวมแหวนวงนี้เสียดีกว่า ส่งมือของคุณมาซี”

ฉากรักจากนิยายที่รัก

  • จินตปาตี : โสภาค สุวรรณ
  • พิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์บำรุงสาส์น
  • พิมพ์ครั้งที่ 2 ในปี 2535 โดยบริษัท รวมสาส์น (1997) จำกัด
  • ปกภาพประกอบคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 โดยสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร พ.ศ.2558
  • ราคาปก 330 บาท จำนวน 456 หน้า
          รีไรต์บันทึกการอ่านเพื่อแชร์มาแบ่งปันกันอ่านอีกครั้งในวันนี้
          15 กันยายน 2566
Kapook Creator เป็นเนื้อหาที่นำเสนอโดยผู้สร้างสรรค์ที่เข้าร่วมโครงการ หากพบเนื้อหาที่ท่านเห็นว่าไม่ถูกต้องตามกติกา สามารถคลิกแจ้งปัญหาได้ที่นี่
เรื่องอื่นๆของ Books and My Quotes
Advertisements
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ชวนคุยถึงนวนิยาย จินตปาตี เรื่องราวของนักข่าวสาวเก่ง และนักการทูตไฟแรง อัปเดตล่าสุด 22 พฤศจิกายน 2566 เวลา 11:49:07
TOP