รีวิวนวนิยายพีเรียด บ้านเจ้าพระยา อิงประวัติศาสตร์ยุครัตนโกสินทร์

Books and My Quotes

เพจคุยเรื่องหนังสือ รวมเรื่องราวประทับใจจากหนังสือที่รัก จากแอดมินคนเดียวคนเดิมจากเพจซีรีส์ที่รักค่ะ

          บ้านเจ้าพระยา : โสภาค สุวรรณ บันทึกการอ่านนวนิยายของฉัน คุยถึงหนังสือในตู้
บ้านเจ้าพระยา

          นวนิยายเรื่อง “บ้านเจ้าพระยา” ผลงานประพันธ์ของ “โสภาค สุวรรณ
          เป็นนวนิยายสองเล่มจบเล่มหนามากที่มีความยาวรวมสองเล่มประมาณ 1,301 หน้า เคยตีพิมพ์ลงนิตยสารสกุลไทยในช่วงปี พ.ศ. 2555 ถึง 2558 แล้วสำนักพิมพ์เพื่อนดีก็มารวมเล่มตามปกในภาพประกอบเรื่องนี้เมื่อเดือนมีนาคม 2558
          นวนิยายเรื่องนี้มีฉากหลังเรื่องราวระหว่างยุครัชกาลที่ 5 จนถึงต้นรัชกาลที่ 8 ชื่อเรื่อง “บ้านเจ้าพระยา” มาจากบ้านริมน้ำเจ้าพระยาของเจ้าพระยาพิพิธโกษาธิบดี (เพิ่ม) และคุณหญิงแย้ม เจ้าคุณปู่ของนางเอกในเรื่อง
          นางเอกชื่อ นิลนารา เกิดเดือนพฤษภาคม เลยมีชื่อเล่นว่า เมย์ เป็นหญิงสาวเลือดผสมไทย-อังกฤษ คุณพ่อชื่อ นิล บุตรชายคนโตของเจ้าพระยาพิพิธโกษาธิบดี มีมารดาเป็นหญิงสาวชาวอังกฤษสืบเชื้อสายชนชั้นสูงในตระกูลระดับ Marquess นิลนารามีพี่สาวอีกคนที่เกิดเดือนมิถุนายน จึงมีชื่อเล่นว่าจูน
          พ่อของนิลนารามาเรียนที่อังกฤษแล้วพบรักกับแม่ จากนั้นก็อยู่อังกฤษยาวนานจนลูกสาวสองคนเติบโต ครอบครัวทางเมืองไทยตัดขาด ในขณะที่ชีวิตของนิลนาราในอังกฤษอยู่ท่ามกลางขนบประเพณีแบบชนชั้นสูง ในนวนิยายก็บรรยายถึงเธอและพี่สาวต้องออกงานเดบูต็องเปิดตัวครั้งแรกของหญิงสาว ท่ามกลางบรรยากาศในพระราชวังในยุคพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และควีนอเล็กซานดรา
          พระเอกของเรื่อง ชื่อเล่นว่า ดุ๊ค ชื่อจริงว่า วิเศษศักดิ์ พิชิตสงคราม เป็นหนุ่มไทยที่มาเรียนที่อังกฤษ เป็นนักเรียนแพทย์ปีสาม พี่ดุ๊คได้พบกับเมย์ครั้งแรกเมื่อทำหน้าที่เป็นไกด์นำทางพาลุงเขยของเมย์ พระเริงรณอักษร พร้อมคุณป้าเพทาย พี่สาวของพ่อ เมื่อเดินทางมารับตำแหน่งผู้ดูแลนักเรียนไทยในอังกฤษ มาเยี่ยมเยียนพบพ่อแม่ของเธอที่บ้านในอังกฤษ ในตอนนั้นเมย์ยังเป็นเด็กน้อย พี่ดุ๊คเป็นนักเรียนแพทย์ปีสามที่โรงพยาบาลกายส์
          ความที่เป็นนวนิยายที่หนาพันสามร้อยหน้า เรื่องราวในสิบบทแรกเป็นชีวิตนางเอกที่อังกฤษ หลังบทที่ 11 ก็เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวในเมืองไทยจนจบ เมื่อพ่อตัดสินใจพาแม่พร้อมเมย์ เดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย ในช่วงที่เธอเติบโตเป็นวัยรุ่นสู่วัยสาว และจูน พี่สาวของเมย์ได้แต่งงานไปกับ ริชาร์ด เบิร์กเลย์ บุตรชายท่านลอร์ดและเลดี้เบิร์กเลย์ ชายหนุ่มชาวอังกฤษในตระกูลชนชั้นสูงและยังเป็นเพื่อนสนิทกับพี่ดุ๊กพระเอกของเรื่อง
บ้านเจ้าพระยา

          ชีวิตในเมืองไทยของเมย์ นิลนาราจนจบเรื่องในช่วงต้นรัชกาลที่แปด จึงเล่าถึงผู้คนในครอบครัวใหญ่ใต้ชายคาบ้านเจ้าพระยา ที่แก่งแย่งความเป็นทายาทสืบเชื้อสายเพื่อจะได้ครอบครองบ้านเจ้าพระยา ผู้คนทั้งญาติพี่น้องและคนอื่นๆที่ได้พบมีทั้งเลวสุดและดีสุด ได้พบกัลยาณมิตรใหม่ในดินแดนบ้านเกิดของพ่อ คือ หม่อมราชวงศ์หญิงเพ็ญอาภา เชื้อพระวงศ์ที่เติบโตขึ้นภายในวังสวนสุนันทา และต่อมาแม่ก็ให้กำเนิดน้องชายคนสุดท้องที่ต่อมาก็เป็นทายาทสายตรงต่อจากพ่อเพื่อครอบครองดูแลบ้านเจ้าพระยาต่อไป ในขณะที่พ่อได้กลับเข้ารับราชการตำแหน่งใหญ่โตจนในที่สุดได้เป็นทูตเป็นตัวแทนประเทศไทยและพาแม่กลับสู่อังกฤษอีกครั้ง
          รายละเอียดเรื่องราวเยอะมากสำหรับนวนิยายเรื่องนี้ ทั้งชีวิตการเรียนของเมย์ ที่ได้เรียนต่อในโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ พร้อมคุณหญิงเพ็ญอาภา จากนั้นทั้งคู่ก็เรียนต่อจนจบหลักสูตรพยาบาลที่โรงพยาบาลจุฬา สภากาชาดไทย
          เส้นเรื่องความรักคือช่วงหลังเมื่อพี่ดุ๊กเดินทางกลับจากอังกฤษแล้วมารับราชการเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ราชทินนามเป็น “หลวงวิเศษเวชกิจ” และมาเป็นอาจารย์ของนางเอก จึงต้องเก็บความรู้สึกในใจ รอเวลานิลนาราเรียนจบจึงจะเปิดเผยความรักที่มีในใจได้
          ฉากจบของเรื่องเป็นช่วงเวลาปี พ.ศ. 2481 เป็นฉากชีวิตหลังแต่งงาน นิลนาราพร้อมนายแพทย์วิเศษศักดิ์และทุกคนในครอบครัวมารวมกันที่ศาลาท่าน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อรอรับเสด็จและเฝ้ารอชื่นชมพระบารมีของขบวนเรือรับเสด็จพระราชดำเนินจากยุโรปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ผู้ทรงเป็นเยาวกษัตริย์ ยังทรงศึกษาอยู่ในยุโรป ดังรายละเอียดที่ในตอนท้ายบรรยายไว้ว่า
          “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ในเรือ จวนจะถึงพระนครแล้ว…” …ใช่แต่เท่านั้น เรือเอกก้าน พิชิตสงคราม สามีของหม่อมราชวงศ์เพ็ญอาภา ยังมีข่าวน่ายินดีเพิ่มเติม… “หมายกำหนดการบอกด้วยว่า ทางราชการจะส่งเรือรบไปรับเสด็จ จากเรือของบริษัทอีสต์เอเชียติค ที่เป็นราชพาหนะจากยุโรป นำเสด็จเข้ามาเป็นขบวนสู่พระนครทางลำแม่น้ำเจ้าพระยา …บ้านเจ้าคุณปู่เพิ่มและคุณย่าตั้งอยู่ริมแม่น้ำทางตอนใต้พอดี ไม่มีปัญหาเลยว่าขบวนเรือพระที่นั่งจะไม่ผ่าน…จึงมีโอกาสจะรับเสด็จที่ศาลาท่าน้ำหน้าบ้าน คงต้องเตรียมการให้เรียบร้อยงดงามเต็มที่”
          หลังอ่านจบ ความที่เรื่องนี้เป็นนวนิยายยุคหลังของโสภาค สุวรรณ ที่เขียนในลักษณะให้ข้อมูลรายละเอียดเรื่องราวความรู้สอดแทรกมากจนทำให้รู้สึกว่าอรรถรสในการอ่านเพื่อความบันเทิงถดถอยไปบ้าง แต่โครงเรื่องและรายละเอียดเหตุการณ์ยังมีความสนุกน่าสนใจให้ติดตามได้จนจบเรื่อง แต่เพราะความหนาสองเล่มจบ จึงเป็นอีกเรื่องที่น่าจะอ่านรอบเดียวพอค่ะเพราะยาวมาก อ่านจบเหนื่อยเลย

ตอนที่ประทับใจจากนวนิยายที่รัก

บ้านเจ้าพระยา

          ฉากที่ประทับใจคือการบรรยายตัวละครพระเอกนางเอก ผ่านความคิด เป็นฉากที่เมย์ นิลนาราได้พบพี่ดุ๊ค นายแพทย์วิเศษศักดิ์อีกครั้งในวัยหนุ่มสาว เมื่อเธอมาอยู่เมืองไทย และพี่ดุ๊กเรียนจบแพทย์กลับมาจากอังกฤษ ฉากนี้เป็นการเขียนบรรยายโฉมของพระเอกพร้อมสภาพสังคมแบบตะวันตกชั้นสูงที่นางเอกเติบโตมา
          “หากนิลนาราเกือบจะลืมหายใจทีเดียว เมื่อจับจ้องชายหนุ่มสองคนผู้มีร่างสูงเพรียวทัดเทียมกัน ที่เดินช้าๆ มาตามทางเดินปูอิฐกว้างขวาง…แม้ชุดสากลตามสมัยนิยมคล้ายคลึงกัน
          คนหนึ่งนั้นคุ้นหน้าดีแล้ว เพราะพบกันไม่นานมานี้ แม้อีกไม่นานจะต้องจากไปเรียนไกล…หากอีกคนซึ่งดูสูงกว่าเล็กน้อยต่างหาก ที่หล่อนเพ่งพิศแน่วนิ่งด้วยใจที่เต้นเร่า เต้นแรงอย่างสุดแสนจะยินดี
          เสียงที่เปล่งอยู่ในซอกทรวง ห้วงห้องหัวใจซ้ำไปซ้ำมาก็คือ…” พี่ดุ๊ค…พี่ดุ๊คจริงๆนั่นแหละ…พี่ดุ๊คไว้หนวดได้งามเหลือเกิน…เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะคะนี่ โอย…ดูแล้ว เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะหมุนกลับไปอยู่ในวันวาน…วาระแห่งยุควิคตอเรียน…โรแมนติกวิคตอเรียนเสียเหลือเกิน……
          …นิลนารานึกชอบหนวดที่ขริบไว้เรียบร้อยงดงาม เหนือริมฝีปากบางได้รูปของเขาเหลือเกิน…ดูเขากลายเป็นบุรุษหน้าเข้มคมคายด้วยดวงหน้านั้นประกอบด้วยหน้าผากกว้างผึ่งผาย หน่วยตาลึกเหนือขึ้นไปคือไรคิ้วยาวดำประกอบด้วยขนคิ้วอ่อนสลวย และจมูกโด่งเป็นสันงดงาม
          ผิวของเขานวลจัด ดูเป็นสีแทนเสมอกัน…พี่ดุ๊ค…นายแพทย์วิเศษศักดิ์ พิชิตสงคราม ผู้สำเร็จการศึกษาและการฝึกงานจากโรงพยาบาลกายส์…Guy's Hospital ประเทศอังกฤษ
          น่าขำน้อยไปหรือ หากหล่อนจะบอกเขาว่า… เมย์ชอบหนวดงามๆของพี่ดุ๊ค…รักที่จะนั่งรถม้าเทียมด้วยม้าเทศสองตัวที่เรียกว่ารถกูบมากกว่ามอเตอร์คาร์ … ชอบบ้านขนมปังขิงยุคโรแมนติกวิคตอเรียน…มีความสุขทุกครั้งที่ได้รับประทานและดื่มน้ำชา High-Tea ที่จะต้องมีแซนด์วิชบางๆ ไส้แตงกวา…ขนม น้ำชา จัดบนจานเงิน หรือจานกระเบื้องสองชั้น ใช้ชุดน้ำชาเงินสเตอร์ลิงของครอบครัวที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษหลายรุ่น
บ้านเจ้าพระยา

          อีกฉากคือบทต่อมาจากนั้นเป็นการบรรยายความคิดของพระเอก นายแพทย์วิเศษศักดิ์ที่มีต่อนางเอก เมย์ หรือ นิลนารา
          นิลนาราประนมมือ…ไหว้ก้านแล้วจึงไหว้ ‘เขา’ ผู้ก้าวมายืนตรงหน้าหล่อนด้วยใบหน้ายิ้มละไม พลางรับไหว้…ตาต่อตาประสานกัน
          วิเศษศักดิ์ทอดสายตาอ่อนโยนมองสาวน้อยตรงหน้าอย่างเพ่งพิศ…ไม่ว่าหน่วยตาลึกกลมโต ที่มองตอบเขาอย่างเปิดเผย ขนตาค่อนข้างดกเป็นแพรระยับ ไรคิ้วสลวยบางเบาโค้งยาวอยู่ตามแนวเปลือกตาทั้งคู่ จมูกโด่งได้รูปสวยน่ารัก รับกับริมฝีปากอิ่มเต็ม ระเรื่อด้วยเลือดฝาดแห่งวัยสาวรุ่น
          ผมยาวสลวยรวมเป็นเปียเดี่ยวไว้เบื้องหลัง ช่วยให้ดวงหน้าเพรียวบางที่มีหน้าผากโค้งมนงดงาม เด่นชัดกระจะตา
          ผิวของสาวรุ่นที่ขาวสะอาดดูบอบบาง เกลี้ยงเกลาไร้ไฝฝ้าใดๆ… รอยยิ้มของหล่อนที่เบ่งบานดุจเดียวกับวัย ประดับอยู่อย่างสดชื่น พริ้งเพริศบนริมฝีปากนุ่มนวล ดูชุ่มชื้นมิได้ต่างจากกลีบกุหลาบต้องหยดน้ำค้างยามอรุณรุ่ง

ฉากรักในนวนิยาย

          ฉากนี้เป็นฉากบอกรักในท้ายเรื่อง หลังนายแพทย์วิเศษศักดิ์เก็บงำความรู้สึกไว้ตลอดหลายปีที่นิลนารายังอยู่ในฐานะลูกศิษย์ หลังนิลนาราศึกษาวิชาพยาบาลจบลง ทั้งคู่ต้องห่างเหินไปเพราะพี่ดุ๊คเดินทางไปเชียงใหม่ด้วยเรื่องราชการ มีข่าวลือมากมายในกลุ่มแพทย์พยาบาลถึงความเหมาะสมของเขากับธิดาสาวแห่งจวนข้าหลวงใหญ่ที่นั่น นิลนาราเศร้าใจกับข่าวนี้ โดยไม่รู้ว่าวิเศษศักดิ์ตัดสินใจไปขอแหวนประจำตระกูลที่ส่งต่อจากรุ่นพ่อแม่มามอบให้เธอ
          หากนิลนารามิได้ใส่ใจใคร่รู้ หล่อนแวะเก็บดอกมะลิขาวพรูข้างทางไม่ทันเต็มขัน ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว…
          “น้องเมย์…ส่งขันดอกไม้มาซี พี่จะถือให้” เสียงนั้นดังผะแผ่วข้างกาย แสงจันทร์เหมือนจะสว่างขึ้นอีกเท่าตัว…ส่วนแสงดาวบนฟากฟ้าราตรี กลับแข่งกันส่งประกายอยู่ในดวงตาคมโต ค่อนข้างลึกที่แฝงแววอ่อนโยนของคนพูด…มันสะท้อนความในใจ คล้ายสายธารอันหวานล้ำ ที่รินหลั่ง…รดทรวงของหญิงสาวที่เมื่อครู่มีแอ่งน้ำตาซ่อนเร้น…บัดนี้ สายธารอันหอมหวานเหล่านั้น ผันเปลี่ยนความขมขื่นให้กลายเป็นความหวานของน้ำผึ้งโดยพลัน
          “พี่ดุ๊ค…” นิลนาราแทบไม่รู้ตัวว่า หล่อนปล่อยมือจากขันดอกไม้ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้เพียงว่า วงแขนอุ่นๆ ของคนข้างๆ โอบเอวเล็กบางเข้ามาใกล้ พาเดินขึ้นชานเรือนริมแม่น้ำข้างหน้าไปด้วยกัน เสียงกระซิบผะแผ่ว
          “พี่รอเธอ เมื่อหัวค่ำ รีบไปรับเจ้าคุณพ่อที่หัวลำโพงพาไปส่งบ้าน คุณแม่กลับไปด้วย แล้วนั่งรอเธอที่นี่…มีเรื่องจะพูดด้วย…ยังกลับไม่ได้ จนกว่าจะพูดกับเธอให้รู้เรื่อง…ไม่อย่างนั้นละก็…”
          เสียงหัวเราะหึหึ หากสุ้มเสียงกลับจริงจัง… “คืนนี้ไม่ต้องหลับต้องนอนกันละ…เพราะอกคงจะระเบิดเสียก่อน”
          “พี่ดุ๊คจะพูดเรื่อง…อะไรคะ…” นิลนาราเก้อเขิน นวลแก้มผะผ่าว ด้วยความแรงจากแสงตาของเขา ที่จุดประกายบางอย่าง…พร้อมกันนั้น โดยไม่ทันที่หล่อนจะรู้ตัว วิเศษศักดิ์ก็โอบร่างโปร่งบางเข้ามากอดไว้ ไออุ่นจากแผงอกกว้างที่ร่างทั้งร่างเบียดแนบอยู่ในวงแขน ล้อมหล่อนไว้จนรู้สึกเหมือนกับว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนถูกเขากระชับไว้แนบแน่น
          ดวงหน้าคมเข้มก้มลงมาหานวลแก้มบางแฉล้ม…นิลนาราเผยอริมฝีปาก หากชายหนุ่มปิดรอยยิ้มบางๆนั้นด้วยริมฝีปากของเขา…นิ่งนานจนหญิงสาวรู้สึกเหมือนกับว่าร่างทั้งร่างเบาหวิวลอยล่องอยู่ในอากาศและความเย็นฉ่ำของสายลมจากแม่น้ำ ที่พัดพาความหอมอบอวลของดอกไม้ยามราตรีในสวนข้างเรือน ชโลมใจกายให้ชื่นเย็นยิ่งขึ้น
          ……………“พี่รักเธอ” เขากระซิบเบาๆ “กี่ปีกี่เดือนที่ต้องฝืนใจ ไม่พูด ไม่ทำอะไรให้เธอต้องเดือดร้อน เสียอนาคต…ดูเหมือนจะหมดรัก ไม่มีเยื่อใย…ยังข่าวลืออีก”
          “เรื่องจริงนะคะ สาวสวยๆ ลูกคนดีๆ ทั้งนั้น” นิลนาราพึมพำ ยอมให้เขาพามานั่งอิงแอบด้วยกันในห้องโล่งหน้าเรือน หันออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นพระจันทร์ดวงโตลอยแอร่มแช่มช้อยบนผืนฟ้ายามราตรี
          “ใจพี่ไม่ได้อยู่กับตัว ฝากไว้กับเธอนานแล้ว…” เขาจุมพิตที่แก้มอุ่นจัด “วันนี้พี่ตั้งใจไว้แล้ว ตั้งแต่ขึ้นรถด่วนกลับลงมา…แต่ก่อนไปเชียงใหม่ ขอของรักของแม่ที่พ่อให้…รู้ไหมว่าไม่ใช่แหวนหมั้น…ของหมั้นเป็นเพชรทั้งชุด แต่แหวนสำคัญวงนี้เป็นเครื่องหมายแห่งความรัก…แหวนทับทิมล้อมเพชร” วิเศษศักดิ์หยิบกล่องกำมะหยี่ในกระเป๋าเสื้อเปิดให้ชม ก่อนจะหยิบออกจากกล่อง ถามเบาๆ อย่างอ่อนโยน
          “เธอล่ะ น้องเมย์… พร้อมจะสวมแหวนวงนี้ไหม“

โปรยปกหลัง เล่ม 1

บ้านเจ้าพระยา

“คุณพี่เพทายและคุณทับทิม พี่สาว น้องสาวร่วมมารดาเดียวกันของคุณนิล
เคยจดหมายมาเล่าว่า คนไทยทางโน้นก็รังเกียจเด็กลูกครึ่ง พอๆ กับ
ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ที่ไม่ยอมรับการแต่งงานระหว่างคนตะวันออกกับตะวันตก
ถึงกับเหยียดหยามดูถูกดูแคลน…เกรซ…ฉันภาวนาทุกวัน
ขอให้ความรู้สึกเหล่านี้ในหัวใจคนตะวันออกและตะวันตก
จงสูญสลายไปให้หมดในอนาคต…เพราะในความเป็นจริงแล้ว
ความแตกต่างทางขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และศาสนาของมนุษย์
ทำให้เรามองเห็นคุณค่าในเอกลักษณ์ของแต่ละฝ่าย
ที่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ร่วมกันไม่ใช่หรือ
เพราะนี่คือสัมพันธไมตรี ความเข้าใจอันดีที่มนุษย์ในสังคมโลกพึงมีต่อกัน
ไม่ว่าจะโดยวิธีใด…จะแต่งงาน หรือติดต่อทางการค้า การคมนาคม
ในเมื่อเราทั้งหลายก็เป็นมนุษย์เท่าๆกัน ไม่ควรเบียดเบียน
คิดร้ายมองกันและกันในแง่ลบเลย…จริงมั้ยเกรซ”

โปรยปกหลัง เล่มที่ 2

บ้านเจ้าพระยา

หล่อนรักครอบครัวเล็กๆของตนเอง ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดในโลกนี้
ครอบครัวที่มีพ่อ แม่ ลูกสาวสองคนนี่น่ะ เป็นสิ่งเดียวที่นิลนารารู้สึกเสมอ
ว่าเป็นของมีค่า ที่รวมความรัก ความหมาย และสำนึกของการมีอะไรร่วมกัน
ครอบครัวและความรัก มีราคาค่างวดซึ่งไม่อาจทดแทนด้วยทรัพย์สินเงินทอง
วัตถุใดๆในโลกนี้ทั้งสิ้น

แหละถึงแม้ว่าจะมีเพียงความรักและครอบครัว แต่ไร้บ้านจะอยู่
ต้องซุกอยู่ในถ้ำ ในเพิงหรืออะไรก็ตาม ความอบอุ่นก็ยังคงมีอยู่อย่างแน่นอน
มีมากกว่าการมีบ้าน คฤหาสน์ใหญ่โต ซึ่งคืออิฐและปูนเท่านั้นเอง
ในความรู้สึกของหล่อน

ภาพประกอบเรื่อง ฉบับพิมพ์ครั้งแรก

  • บ้านเจ้าพระยา : โสภาค สุวรรณ (สองเล่มจบ)
  • ลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย พ.ศ. 2555 - 2558
  • พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก : สำนักพิมพ์เพื่อนดี, มีนาคม 2558
  • ภาพปก-ออกแบบ : พิธาน เตชะนิติ
  • ราคาปกชุดละ 850 บาท
  • จำนวนหน้า (สองเล่ม) รวม 1301 หน้า
Kapook Creator เป็นเนื้อหาที่นำเสนอโดยผู้สร้างสรรค์ที่เข้าร่วมโครงการ หากพบเนื้อหาที่ท่านเห็นว่าไม่ถูกต้องตามกติกา สามารถคลิกแจ้งปัญหาได้ที่นี่
เรื่องอื่นๆของ Books and My Quotes
Advertisements
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
รีวิวนวนิยายพีเรียด บ้านเจ้าพระยา อิงประวัติศาสตร์ยุครัตนโกสินทร์ อัปเดตล่าสุด 12 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 22:53:16 5,543 อ่าน
TOP